
.png)
3 ประเภทกล่องกระดาษลูกฟูก ที่นิยมใช้ในธุรกิจขนส่ง (พร้อมตารางเปรียบเทียบ)
อัปเดตล่าสุด: 07/05/2026
รู้จัก 3 ประเภทกล่องกระดาษลูกฟูกที่นิยมใช้ในธุรกิจขนส่ง ทั้งกล่อง 3 ชั้น 5 ชั้น กล่องไดคัท และกล่องเจาะรูสำหรับผลไม้ พร้อมตารางเปรียบเทียบและวิธีเลือกให้เหมาะกับสินค้า

ทุกวันมีพัสดุกว่า 9 ล้านชิ้น ถูกจัดส่งทั่วประเทศไทยผ่านบริษัทขนส่งชั้นนำ (ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ปี 2566) และอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ ที่ ปกป้องสินค้าของคุณไปตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงมือลูกค้า คือ กล่องกระดาษลูกฟูกนั้นเอง
แต่รู้หรือไม่ว่า กล่องลูกฟูกไม่ได้มีแค่แบบเดียว? การเลือกกล่องผิดประเภทไม่เพียงทำให้สินค้าเสียหายระหว่างทาง แต่ยังเพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็นและยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์อีกด้วย
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ ประเภทกล่องกระดาษลูกฟูกที่นิยมใช้ในธุรกิจขนส่งทั้ง 3 ประเภท พร้อมตาร างเปรียบเทียบและแนวทางเลือกใช้ที่ถูกต้อง
ทำไมกล่องลูกฟูกถึงเป็นตัวเลือกหลักในธุรกิจขนส่ง?
กล่องกระดาษลูกฟูกครองส่วนแบ่งกว่า 80% ของบรรจุภัณฑ์ขนส่งทั่วโลก (Fibre Box Association) เหตุผลหลักมาจากโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ คือกระดาษแผ่นเรียบ 2 แผ่น ประกบกระดาษลอนคลื่นตรงกลาง โครงสร้างแบบนี้ทำให้:
-
ดูดซับแรงกระแทกได้ดี — ลอนคลื่นทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพ กระจายแรงออกจากสินค้า
-
น้ำหนักเบาแต่รับน้ำหนักได้มาก — อัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูงมากเมื่อเทียบกับวัสดุบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น
-
รีไซเคิลได้เกือบ 100% — กระดาษลูกฟูกในไทยและทั่วโลกสามารถนำกลับไปผลิตใหม่ได้ ลดขยะบรรจุภัณฑ์ได้จริง
-
ราคาประหยัด — เป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ
3 ประเภทกล่องกระดาษลูกฟูกที่นิยมใช้ในธุรกิจขนส่ง
ประเภทที่ 1 — กล่องลูกฟูกมาตรฐาน 3 ชั้น และ 5 ชั้น (Regular Slotted Container)
.png)
กล่องลูกฟูกมาตรฐาน หรือกล่อง RSC (Regular Slotted Container) คือกล่องสี่เหลี่ยมฝาชนที่คุ้นตากันดีที่สุด เปิดใส่สินค้าได้ทั้งด้านบนและด้านล่าง เมื่อปิดฝาแล้วขอบฝาทั้งสองด้านจะชนกันสนิท
ความแตกต่างระหว่าง 3 ชั้น และ 5 ชั้น:
กล่อง 3 ชั้น (Single Wall) ประกอบด้วยกระดาษเรียบ 2 แผ่น + ลอนคลื่น 1 ชั้น ความหนารวมประมาณ 3–4 มม. ส่วนกล่อง 5 ชั้น (Double Wall) เพิ่มลอนคลื่นและกระดาษเรียบอีก 1 ชุด ทำให้ความหนารวมอยู่ที่ 6–8 มม. และแข็งแรงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
กล่อง 3 ชั้น เหมาะกับ:
-
สินค้าน้ำหนักไม่เกิน 5 กก.
-
ธุรกิจ E-Commerce ที่ต้องการต้นทุนต่ำ
-
สินค้าทั่วไป เช่น เสื้อผ้า หนังสือ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องสำอาง
กล่อง 5 ชั้น เหมาะกับ:
-
สินค้าน้ำหนัก 7–15 กก. หรือสินค้าที่ต้องวางซ้อนกัน
-
สินค้าส่งออกที่ต้องผ่านการขนส่งระยะไกลหลายทอด
-
เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องครัว
ข้อดี: ราคาถูก หาซื้อง่าย ผลิตได้ปริมาณมาก รับน้ำหนักได้ตามสเปก
ข้อเสีย: ต้องใช้เทปในการปิดฝากล่อง ดูดน้ำหากถูกความชื้นสูงเป็นเวลานาน
💡 Pro Tip:
หากสินค้าต้องวางซ้อนกัน 2 ชั้นขึ้นไปในรถขนส่ง ควรเลือกกล่อง 5 ชั้น
แม้สินค้าจะเบา เพราะแรงกดทับจากกล่องด้านบนอาจทำให้กล่อง 3 ชั้นบุบได้
ประเภทที่ 2 — กล่องลูกฟูกไดคัท (Die-cut Corrugated Box)

กล่องไดคัท คือกล่องลูกฟูกที่ผ่านก ารตัดรูปทรงด้วยแม่พิมพ์ (Die) ทำให้ได้กล่องที่พับประกอบและล็อกฝาได้โดย ไม่ต้องใช้เทปกาว ซึ่งแตกต่างจากกล่อง RSC ทั่วไปอย่างชัดเจน
รูปแบบยอดนิยมของกล่องไดคัท:
-
Tuck-top Auto-bottom — ฝาบนพับสอดเข้า ฝาล่างล็อกอัตโนมัติ เป็นรูปแบบที่นิยมมากที่สุดในธุรกิจ E-Commerce
-
Crash-lock Bottom — ก้นกล่องล็อกแน่นพิเศษ รับน้ำหนักได้ดีกว่า เหมาะกับสินค้าหนักกว่าปกติ
-
Full Overlap — ฝากล่องทั้งบนและล่างเกยทับกันสมบูรณ์ ความแข็งแรงสูงสุด
ข้อดี:
-
ประกอบเร็ว ไม่ต้องใช้เทป ลดเวลาแพ็คสินค้าได้ชัดเจนเมื่อแพ็คสินค้าจำนวนมาก
-
รองรับการพิมพ์สีและโลโก้ได้สวยงาม เหมาะกับการสร้าง Branding
-
รูปลักษณ์สะอาดตา ให้ประสบการณ์ Unboxing ที่ดีแก่ลูกค้า
ข้อเสีย:
-
ราคาต้นทุนต่อใบสูงกว่ากล่อง RSC 20–40%
-
ต้องสั่งผลิตตามแบบ (MOQ มักเริ่มที่ 500–1,000 ใบ)
เหมาะกับ: ธุรกิจ E-Commerce ที่แพ็คสินค้าวันละ 50 ออเดอร์ขึ้นไป, แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ Packaging และ Unboxing Experience
